บ่อนเบี้ย การพนันไทยในอดีต เมื่อก่อนไทยเคยถูกกฎหมาย (part 2)
บ่อนเบี้ย การพนันไทยในอดีต เมื่อก่อนไทยเคยถูกกฎหมาย (part 2)

            มาต่อกันจากบทความที่แล้ว ครั้งนี้เรามาคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์หลังเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์และการ พนัน ของสังคมไทยในปัจจุบันกันเถอะ

ประวัติศาสตร์ของการพนันในไทย

เข้าสู่ช่วงรัตนโกสินทร์ การพนันรุ่งเรืองและเลือนหาย

            ซึ่งถ้าเอาให้เห็นภาพอย่างชัดเจนจะช่วงเวลาตามรัชสมัย ดังนี้

– รัชกาลที่ 1 – 2

            บ่อนเบี้ยการพนันเล็ก ๆ ยังคงมีมาเรื่อย ๆ จนถึงช่วงรัชกาลที่ 2 ที่ได้มีการพระราชทานบรรดาศักดิ์ว่า ขุนพัฒนสมบัติ ให้กับผู้ที่ได้รับการอนุญาตให้เปิดบ่อน คาดว่าอาจเป็นเพราะรายได้เข้าหลวงจากการเก็บภาษีอากรบ่อนเบี้ยคงมีมากมาย โดยมีหลักฐานระบุไว้ว่าทางการเก็บภาษีบ่อนเบี้ยได้ปีละ 260,000 บาทของเงินบาทสมัยนั้นที่ยังใช้พดด้วงกันอยู่

– รัชกาลที่ 3

            ต่อมาในรัชกาลที่ 3 เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนเข้าหลวงมากขึ้นจึงได้ให้มีการจัดตั้งโรงหวยขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยให้มีผู้มาประมูลที่สำหรับตั้งโรงหวยและบ่อนขึ้น ตามด้วยการจัดเก็บภาษีอาการบ่อนเบี้ยและอากรหวย ไม่ต้องใช้เวลามากนักก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะมีรายได้ให้รัฐตกปีละ 400,000 บาท

– รัชกาลที่ 4

            เมื่อขึ้นรัชกาลที่ 4 เพราะการทำสัญญาการค้ากับต่างประเทศ ทำให้รัฐต้องยกเลิกภาษีผูกขาดหลายประการ ทำให้งบประมาณแผ่นดินลดลง จึงได้แก้ไขด้วยการปรับปรุงภาษีอากรแทน อากรบ่อนเบี้ยและโรงหวยก็ถูกเพิ่มขึ้นตามระเบียบ และเก็บได้มากกว่ารัชกาลก่อนราวหนึ่งแสนบาท หรือก็คือ 500,000 บาทต่อปี มีบันทึกเอาไว้ว่าตอนนั้นมีบ่อนใหญ่จำนวน 126 ตำบล และบ่อนเบี้ยขนาดเล็กอีกราว 277 ตำบล

– รัชกาลที่ 5 – 6

            ในที่สุดสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เล็งเห็นว่าคนไทยนั้นหมกมุ่นให้กับการพนันอย่างมาก อาจทำให้เสียทรัพย์ เพิ่มพูนหนี้สิน และเกิดปัญหาอาชญากรรมได้ เพื่อความมั่นคงของประเทศจึงเริ่มประกาศให้มีการลดจำนวนบ่อนลง พร้อมกับหารายได้จากการค้าขายกับต่างประเทศแทนภาษีบ่อนเบี้ยที่หายไป ในปีพ.ศ. 2453 มีบันทึกว่าเหลืออยู่เพียง 9 ตำบลเท่านั้น สุดท้ายบ่อนพนันก็ได้หายไปจนหมดในรัชกาลที่ 6 ด้วยประกาศที่เด็ดขาดในวันที่ 1 เมษายน ปีพ.ศ. 2460 ว่าให้ปิดบ่อนทุกแห่งไม่ใช่แค่ลดลง ยกเว้นก็เพียงแต่โรงหวยเท่านั้น ซึ่งพระองค์ก็ได้นำรายได้จากภาษีส่วนนั้นมาสนับสนุนกิจการของรัฐต่อไป

– รัชกาลที่ 7

            ในรัชสมัยนี้เพราะการสั่งปิดบ่อนของรัชกาลที่ 6 ยังคงมีอยู่ทำให้การพนันเงียบหายไปจากสังคมอยู่ระยะเวลาหนึ่ง

– รัชกาลที่ 8 – ปัจจุบัน

            ถึงอย่างนั้นบ่อนก็เคยถูกเรียกกลับมาอีกครั้งในยุคของรัชกาลที่ 8 หรือจะเรียกให้ถูกก็คือในสมัยที่นายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากช่วงนั้นเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้ แต่เพราะผลพวงที่ตามมาทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ข้าวยากหมากแพง ภาษีที่เก็บได้ก็พลอยลดลง รายได้ที่เข้ารัฐก็หดหาย รัฐบาลไทยจึงได้ร่วมกันจัดตั้งบ่อน ‘กาสิโน’ ขึ้นมา

            บ่อนกาสิโนอย่างถูกกฎหมายจึงถูกสร้างอย่างเป็นทางการขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ ปีพ.ศ. 2488 อีกทั้งยังทำเหมือนกับกาสิโนของต่างประเทศทุกประการ รัฐบาลยังได้จัดเตรียมผลิตชิปสำหรับใช้ในกาสิโนแทนเงินสดตามหลักสากล ซึ่งสมัยนั้นเรียกกันว่ากษาปณ์กาซิโน ทำจากนิกเกิล โดยสั่งการผลิตเป็นพิเศษจากประเทศอังกฤษ มีราคาทั้งหมดดังนี้ 1 บาท 10 บาท 20 บาท 100 บาท (สมัยนั้นแค่สลึงก็ซื้อของได้แล้ว) ขอบเหรียญจะมีการตอกอักษรเอาไว้เป็นคำว่า ‘สถานกาซิโน’ และ ‘กระทรวงการคลัง’ ด้านหน้าหรือฝั่งหัวจะเป็นรูปนกวายุภักษ์ ส่วนด้านหลังหรือฝั่งก้อยจะเป็นอักษรไทยระบุจำนวนเงิน ในกาสิโนนั้นจะการพนันต่าง ๆ อาทิ ถั่วโป ไฮโล จับยี่กี ฯลฯ ตอนแรกได้เปิดขึ้นที่สนามม้านางเลิ้ง ต่อมาจึงค่อยเปิดตามอาคารอย่างที่เยาวราช

            ผ่านไปได้ยังไม่ถึงครึ่งปี เพียงแค่ระยะเวลา 4 เดือน ถึงแม้จะมีรายได้จากกาสิโนมหาศาล แต่ประชาชนที่เข้าเล่นไม่รู้จักการบันยะบันยังคิดเพียงแต่การเอาชนะบ่อนเท่านั้น จนเริ่มเป็นหนี้เป็นสินกัน เกิดปัญหาอาชญากรรมขึ้นมาด้วยเหตุสำคัญคือการพนัน บางรายถึงกับฆ่าตัวตาย ทำให้รัฐบาลต้องรีบทำการปิดกาสิโนโดยทันทีเพื่อกู้สถานการณ์ให้ดีขึ้น และออกประกาศอย่างเป็นทางการว่ากาสิโนทั้งหมดจะต้องปิดในวันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน ปีพ.ศ. 2488 ทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้นประการใด ทุกวันนี้จึงเหลือเพียงเหรียญกษาปณ์กาซิโนหลงเหลือไว้ว่าในไทยเคยเปิดบ่อนการพนันเท่านั้น 

            แต่ถ้าหากพูดถึงบ่อนพนันอย่างไม่เป็นทางการก็เคยถูกทดลองเปิดก่อนหน้านี้หัวหิน ในวันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2482 โดยจำกัดค่าเข้าคนไทยคนละ 10 – 20 บาทต่อวัน เหมาทั้งอาทิตย์ 40 บาท ส่วนคนต่างชาติ (และต่างด้าว) 2 บาท  ซึ่งความคิดนี้เป็นของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้น เปิดเป็นการทดลองเป็นเวลา 2 วัน ได้ผลสรุปว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก จากแผนการเดิมที่จะจัดตั้งที่หัวหิน ลพบุรี พิษณุโลก หนองคาย เบตงก็เป็นอันพับเก็บไปเพื่อหาข้อแก้ไขและปรับปรุง ยุคของนายควง อภัยวงศ์จึงนำข้อพิพาทตรงนั้นมาทำเสียใหม่ แม้จะประสบความสำเร็จแต่ก็พบปัญหาอย่างที่กล่าวไปตอนต้น

            ในปี พ.ศ. 2551 นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็เคยกล่าวว่าหากได้เป็นนายกครบ 4 ปี จะทำการเปิดคาสิโนในประเทศไทยใน 5 จังหวัดท่องเที่ยวของไทย แน่นอนว่าก็ถูกคัดค้านและตีตกไปตามระเบียบ เนื่องจากหลาย ๆ ฝ่ายเป็นกังวลถึงปัญหาจากการพนัน และการซักฟอกเงินของผู้มีอิทธิพล

            อย่างที่เราคงจะทราบกันดีว่าในปัจจุบันสังคมไทยยังคงมีมุมมองที่ไม่ดีเท่าไรนักกับการ พนัน ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทยอยอนุญาตและเปิดคาสิโนกันทีละแห่งสองแห่ง จนสุดท้ายเป็นกังวลว่าเงินตราในประเทศจะไหลเวียนไปยังคาสิโนของประเทศเพื่อนบ้านเสียหมด อีกทั้งในตอนนี้ที่ยุคแห่งสมาร์ทโฟนกำลังรุ่งเรือง ทุกคนสามารถเข้าถึงการพนันด้วยเว็บพนันออนไลน์ในโทรศัพท์ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ที่ไหน ไม่ต้องเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านถึงที่ก็มีคาสิโนให้เล่นแล้วแบบนี้ ก็ได้แต่หวังว่าในไทยจะลองคิดทบทวนดูอีกสักครั้งถึงเรื่องคาสิโนล่ะนะ เพราะคนที่ได้ประโยชน์จะไม่ใช่ใครเลยนอกจากคนไทยด้วยกันเอง